🌿 รู้ทัน “โรคราน้ำค้าง” (Downy Mildew) ภัยเงียบที่มากับความชื้น
โรคราน้ำค้าง ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ สำหรับคนทำสวนครับ โดยมีต้นเหตุมาจากเชื้อราตัวแสบอย่าง Pseudoperonospora cubensis และ Peronospora parasitica ซึ่งมักจะจ้องเล่นงานพืชตระกูลแตงเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็น แตงโม แตงกวา แตงร้าน หรือมะระ หากสภาพอากาศเข้าทาง เชื้อพวกนี้จะลุกลามจนต้นโทรมและยืนต้นตายได้ทั้งสวนในเวลาไม่กี่วัน
🌡️ สภาพแวดล้อมที่ “เชื้อรา” โปรดปราน
เชื้อราน้ำค้างจะร่าเริงเป็นพิเศษเมื่อเจอ อากาศเย็นและความชื้นสูง โดยเฉพาะในช่วงเวลาเหล่านี้ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ:
- ช่วงหน้าฝน: ที่มีความชื้นในอากาศสะสมยาวนาน
- ช่วงหน้าหนาว: ที่มีหมอกลงจัดและน้ำค้างแรงในช่วงเช้า
🌬️ การแพร่ระบาด: มันเดินทางมาได้อย่างไร?
เชื้อร้ายพวกนี้เดินทางเก่งมากครับ มันสามารถ ปลิวไปกับลม ลอยไปกับน้ำ หรือเกาะติดไปกับแมลง ที่บินไปมา แถมยังอึดพอที่จะอาศัยอยู่ในเศษใบไม้ที่ร่วงหล่นบนพื้นดินได้นานเป็นเดือนเพื่อรอจังหวะกลับมาระบาดอีกครั้ง
โรคราน้ำค้างในพืชแต่ละชนิด
- โรคราน้ำค้างในองุ่น
- ราน้ำค้างในข้าวโพด
- โรคราน้ำค้างในกุหลาบ
- ราน้ำค้างในพืชตระกูลแตง
- โรคราน้ำค้างในพืชตระกูลกะหล่ำ
- ราน้ำค้างในโหระพา
- โรคราน้ำค้างในพืชผัก
- โรคราน้ำค้างบนลิ้นจี่
- การป้องกันโรคราน้ำค้าง
- การรักษากรณีเกิดการระบากหนัก
โรคราน้ำค้าง ในพืชตระกูลแตง
โรคราน้ำค้างในพืชตระกูลแตง เช่น แตงกวา แตงโม ฟัก แฟง ฟักทอง เมลอน แคนตาลูป เกษตรกรที่ปลูกพืชเหล่านี้ต้องประสบกับปัญหา ราน้ำค้าง ระบาดเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่มีความชื้นสูง หรือมีหมอกลงจัด ควรใส่ใจหมันตรวจตราเป็นพิเศษ เมื่อพบอาการควรทำการป้องกันและกำจัดอย่างรวดเร็ว
- อาการพบที่ใบล่าง (ใบแก่) โคนเถา เป็นจุดแผลเขียวซีด ขนาดเล็กๆ และจะค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเป็นสีเหลือง
- เป็นรูปสี่เหลี่ยมอยู่ระหว่างเส้นใบ และพัฒนาเป็นสีน้ำตาลอ่อนไปจนเข้มกระจายทั่วใบถ้าเกิดการระบาดอย่างรวดเร็วจะทำให้เถาเหี่ยวแห้งตายทั้งเถาได้
จุดสังเกตุที่เห็นได้ชัดสำหรับโรค ราน้ำค้าง คือช่วงเวลาเช้าจะเห็นกลุ่มสปอร์เชื้อราที่ด้านท้องใบคล้ายผงแป้ง ได้เด่นชัดกว่าเวลาอื่นๆ
ช่วงทีระบาดรุนแรงและรวดเร็ว คือช่วงแตงกำลังให้ผล ทำให้เถาแตงตายไปก่อนที่แตงจะสุกแก่พร้อมเก็บเกี่ยว
ราน้ำค้าง ในพืชผักตระกูลกะหล่ำ
ราน้ำค้างในพืชตระกูลกะหล่ำในพื้นที่มีอากาศหนาว ช่วงหมอกลงจัด ความชื้นสูง มีน้ำค้างในช่วงเช้า อุณภูมิอยู่ระหว่าง 16-22 องศาเซียลเซียส เป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของโรค การระบาดเกิดจากสปอร์ปลิวไปกับลม หรือติดไปกับสิ่งที่เคลื่อนที่แล้วตกลงใบพืชเข้าทำลายพืช
อาการเริ่มต้นจะสังเกตุได้ที่
- หน้าใบเป็นจุดสีเหลือง หรืออาจมีลักษณะเป็นปื้นเหลือง
- ช่วงเช้าจะพบกลุ่มสปอร์ของเส้นใยเชื้อรา เป็นขุยสีขาว หรือผงสีเทา
- เมื่อใบแก่ หรือแผลแห้ง จะเปลี่ยนแปลงเป็นสีน้ำตาล ใบแห้ง แต่ก้านใบชูขึ้น ใบร่วง ขอบใบม้วน
โรคราน้ำค้างในกุหลาบ
โรคราน้ำค้างกุหลาบพบได้ทั้งในฤดูฝนและหนาว การหมั่นสำรวจความผิดปกติของพืชเป็นประจำ เมื่อพบอาการของโรคในระยะเริ่มต้น ทำให้การป้องกันทำได้อย่างรวดเร็วช่วยลดความเสียหายได้มาก
การหมั่นสำรวจแปลงปลูกบ่อยๆจะช่วยให้เราสังเกตุเห็นอาการของโรคได้เร็ว โรคราน้ำค้างกุหลาบมี
สาเหตุจากเชื้อรา Peronospora sparsa Berk. อาการที่บ่งบอกว่ากุหลาบเป็นโรคราน้ำค้าง
- ส่วนของใบอ่อนดูตก
- ด้านบนของใบอ่อน เป็นแผลจุดช้ำสีเหลือง และจะขยายขนาดใหญ่ขึ้นเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล สีม่วงอ่อนๆ จนถึงสีดำ
- ช่วงที่มีความชื้นสูงจะมองเห็นกลุ่มของเส้นใยและสปอร์ของเชื้อราบริเวณแผลส่วนใต้ใบ
- กรณีโรคระบาดรุนแรง แผลลุกลามสู่ใบล่าง และกระจายทั่วต้น
- ใบบิดเบี้ยว ยอดอ่อนหยุดการเจริญเติบโต ใบยอดม้วนงอ เหี่ยงเหลืองและร่วง
- อาจพบแผลสีน้ำตาลที่กิ่งและยอดอ่อน
โรคราน้ำค้างในข้าวโพด
เกิดจากเชื้อรา Peronosclerospora sorghi ซึ่งเชื้อราชนิดนี้ จะมีก้านชูสปอร์สำหรับแพร่กระจายที่ปลาย สปอร์จะมีสีใส ลักษณะคล้ายรูปไข่ เชื้อราชนิดนี้จะเข้ามาติดเชื้อข้าวโพดที่เป็นต้นอ่อนตั้งแต่อายุประมาณ 30-40 วัน ในช่วงฤดูฝนหรือช่วงที่มีอุณหภูมิต่ำและมีความชื้นสูง ข้าวโพดจะเสี่ยงสูงที่จะติดเชื้อราน้ำค้าง
Compendium of Corn Diseases, Second Edition, American Phytopathological Society, St.
Paul, MN.Photo courtesy of A.J. Ullstrup and B.L. Renfro. Reprinted from
Shurtleff, M.C. 1983, Compendium of Corn Diseases, Second Edition, American
Phytopathological Society, St. Paul, MN.
Diseases, Third Edition, American Phytopathological Society, St. Paul, MN.
อาการของโรคราน้ำค้างของข้าวโพด จะพบแถบสีเหลืองยาวๆ ไปตามความยาวของใบจะเห็นแผลแบบทางลายสีเหลือง เขียวอ่อน สลับกันเป็นทางยาว เมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่งหลังจากเป็นโรค จะเห็น รอยสีเหลืองจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเกิดเป็นอาการใบไหม้ แห้ง ทำให้ต้นข้าวโพดตายไปในที่สุด
วิธีการป้องกันและกำจัด การฉีดพ่นแร่ธาตุอย่างแคลเซียมทุกๆ 7-10 วัน เผาทำลายส่วนที่เป็นโรคทิ้งทันที เพื่อป้องกันการแพร่กระจายาง
🚨 โรคราน้ำค้างในผัก: ภัยเงียบที่ทำลายผลผลิตจนเสียราคา
ตัวการร้ายที่ทำให้ผักในแปลงพังเสียหายคือเชื้อรา Pseudoperonospora cubensis ครับ โรคนี้ถ้าเริ่มระบาดแล้วจะสังเกตเห็น จุดหรือแถบสีเหลือง โผล่ขึ้นมาบนใบก่อน จากนั้นแผลจะค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มจนถึง สีดำ
จุดตายที่ต้องสังเกตให้ดีคือ แผลจะเป็นทรงเหลี่ยม ชัดเจน เพราะเชื้อราถูกเส้นใบกั้นไว้ทำให้แผลไม่ลามเป็นวงกลมเหมือนโรคอื่น พอลองพลิกดู ด้านใต้ใบ จะเจอหัวใจของปัญหาคือ กลุ่มสปอร์สีเทาดำ ฟูๆ เกาะอยู่บริเวณใต้แผลครับ
ใบที่เป็นโรคจะค่อยๆ แห้งกรอบแต่ไม่หลุดร่วง ยังคงติดคาอยู่กับต้นแบบนั้น ส่งผลเสียรุนแรงต่อพืชเพราะทำให้ต้น แคระแกร็น ใบและผลบิดเบี้ยวลีบแบน ทรงไม่สวยตามมาตรฐานตลาด สุดท้ายคือ คุณภาพต่ำจนขายไม่ได้ราคา หรือแทบไม่มีคนรับซื้อเลยครับ
🚨 โรคราน้ำค้างในลิ้นจี่: ภัยเงียบที่ทำลายผลผลิตเกลี้ยงต้นภายใน 3 วัน!
สำหรับคนทำสวนลิ้นจี่ ไม่มีอะไรน่ากลัวไปกว่าการเห็นผลที่กำลังจะเก็บเกี่ยวเริ่มเน่าคาต้นครับ โรคนี้มีสาเหตุมาจากเชื้อราตัวแสบอย่าง Peronophethora litchii ซึ่งมักจะระบาดหนักในช่วงที่ชาวสวนกำลังจะยิ้มได้ (ช่วงใกล้เก็บเกี่ยว) และหากปล่อยไว้เพียงไม่กี่วัน ความเสียหายอาจลามไปทั้งสวนจนกู้ไม่กลับ
🔍 สัญญาณเตือน: เช็กด่วนก่อนลิ้นจี่เน่า
อาการของโรคนี้สังเกตได้ไม่ยาก แต่ต้อง “ไว” ครับ เพราะมันพัฒนาเร็วมาก:
- แผลสีน้ำตาลดำ: เริ่มเห็นจุดสีน้ำตาลเข้มหรือดำ ลักษณะค่อนข้างกลม กระจายอยู่บนผิวผล
- ขุยขาวฟู: เมื่อเชื้อเริ่มลาม จะพบ เชื้อราสีขาวฟูคล้ายปุยเมฆ ขึ้นปกคลุมแผล ซึ่งก็คือเส้นใยของเชื้อราที่กำลังกัดกินเปลือกและเนื้อลิ้นจี่
- เน่าเสียทั้งผล: เชื้อจะชอนไชเข้าไปในเปลือก ทำให้ผลลิ้นจี่เน่าและส่งกลิ่นเสียจนขายไม่ได้ราคา
🌧️ สภาพอากาศ “บัตรเชิญ” ของเชื้อรา
เชื้อราชนิดนี้ชอบ ความชื้นสูงและฝนตกหนัก เป็นพิเศษครับ ยิ่งถ้าเจอช่วงที่ฟ้าปิด อากาศชื้นจัดๆ โรคจะพัฒนาอย่างรวดเร็ว ภายในเวลาแค่ 2-3 วัน ผลผลิตที่ดูเหมือนจะดีอาจเน่าเสียหายเกือบทั้งหมดได้เลย
🛡️ วิธีรับมือและป้องกัน (อย่ารอให้ระบาด!)
เมื่อพบอาการในแปลงปลูก สิ่งแรกที่ต้องทำคือ “ใจแข็ง” และจัดการตามนี้ครับ:
- กำจัดทันที: หากเห็นผลหรือกิ่งที่มีแผลสีน้ำตาลหรือขุยขาว ให้ รีบเก็บออกมาเผาทำลายนอกแปลง ทันที ห้ามทิ้งไว้ที่โคนต้นเด็ดขาด เพราะสปอร์จะปลิวไปติดต้นอื่นได้ง่ายมาก
- จัดการทรงพุ่ม: ตัดแต่งกิ่งให้โปร่งเพื่อให้ อากาศถ่ายเทและแสงแดดส่องถึง จะช่วยลดความชื้นสะสมซึ่งเป็นต้นเหตุหลัก
- เฝ้าระวังช่วงฝน: ในช่วงที่มีฝนตกชุกต่อเนื่อง ต้องเดินตรวจตราในสวนบ่อยขึ้นเป็นพิเศษ หากพบจุดเริ่มต้นต้องรีบตัดตอนทันเวลา
สรุปสั้นๆ: โรคราน้ำค้างในลิ้นจี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ครับ ยิ่งฝนตกชุกยิ่งต้องระวัง ความเร็วคือหัวใจสำคัญ หากพบอาการให้รีบแยกส่วนที่เป็นโรคออกมาเผาทันทีเพื่อรักษาผลผลิตที่เหลือไว้ครับ
🚨 โรคราน้ำค้างในโหระพา ภัยเงียบที่ทำลายสวนใบกะเพรา-โหระพาในพริบตา!
🦠 ตัวต้นเหตุคือใคร?
สาเหตุหลักมาจากเชื้อราที่ชื่อว่า Peronospora sp. ซึ่งเป็นเชื้อราสายพันธุ์เฉพาะที่ชอบความชื้นและอากาศที่ไม่ถ่ายเทเป็นพิเศษครับ
🔍 เช็กอาการด่วน! รู้ได้อย่างไรว่าโหระพากำลังป่วย?
สัญญาณเตือนที่ชัดเจนที่สุดจะแสดงออกมาที่ “ใบ” ครับ ลองสังเกตตามลำดับอาการแบบนี้:
- ลามจากล่างขึ้นบน: โรคนี้มักจะ เริ่มติดเชื้อที่ใบล่างก่อน แล้วค่อยๆ ลามขึ้นสู่ยอดต้น
- แผลสี่เหลี่ยมสีเหลือง: บนหน้าใบจะเห็น แผลสีเหลืองซีด โดยขอบแผลมักจะมีลักษณะเป็น เหลี่ยมตามเส้นใบ (มองเห็นเป็นปื้นเหลืองๆ ระหว่างเส้นใบ)
- ขุยขาว-ดำใต้ใบ: เมื่อพลิกดูด้านหลังใบ (โดยเฉพาะช่วงเช้าที่มีความชื้น) จะเห็น กลุ่มสปอร์สีน้ำตาลดำหรือม่วงเข้ม มีลักษณะฟูๆ เหมือนกำมะหยี่ปูทับแผลอยู่
- จุดดำบนใบเก่า: ในใบที่ติดเชื้อมานานแล้ว จะเริ่มเห็น จุดสีดำกระจายทั่วใบ และใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทั้งใบในที่สุด
🌬️ เชื้อราเดินทางมาสวนเราได้อย่างไร?
เชื้อร้ายพวกนี้มีช่องทางการเข้าถึงที่หลากหลายมากครับ:
- ติดมากับเมล็ดพันธุ์: บางครั้งเชื้อแฝงตัวมาตั้งแต่ตอนซื้อเมล็ด
- ปลิวไปกับลม: สปอร์ของเชื้อราเบามาก ลมพัดพาไปได้ไกล และแพร่กระจายไปยังต้นข้างเคียงได้อย่างง่ายดาย
- กระเด็นมากับน้ำ: ทั้งน้ำฝนและการรดน้ำ จะช่วยพัดพาสปอร์ให้กระจายทั่วพุ่มใบ
- ติดไปกับแมลง: แมลงที่บินมาเกาะต้นที่เป็นโรค สามารถนำเชื้อไปส่งต่อให้ต้นที่ยังแข็งแรงได้
⚠️ ความเสียหายที่ห้ามประมาท
หากสภาพแวดล้อมเป็นใจ (ชื้นจัด อากาศนิ่ง) โรคจะระบาดหนักจน ทำให้ต้นแห้งตายทั้งต้น โดยเฉพาะใน ระยะกล้าหรือต้นเล็ก ที่ระบบภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรงพอ เชื้อจะลามเข้าทำลายเนื้อเยื่อจนต้นเหี่ยวแห้งไปอย่างรวดเร็ว
บทสรุปสำหรับคนปลูก: หมั่นสำรวจใบล่างของโหระพาบ่อยๆ นะครับ ถ้าเริ่มเห็นอาการ “เหลืองเป็นเหลี่ยม” หรือมี “ขุยดำใต้ใบ” ต้องรีบแยกต้นที่เป็นโรคออกไปทำลายทันทีเพื่อตัดวงจรการระบาดครับ
โรคราน้ำค้าง องุ่น (Downy Mildew of Grape)
ชื่ออื่นๆของโรคราน้ำค้าง ชาวสวนบางที่เรียกว่า โรคราขาว หรือ โรคราใต้ใบ เนื่องจากพบเชื้อราก่อโรคนี้เป็นสีขาวที่ใต้ใบองุ่น โรคราน้ำค้างพบได้ในองุ่นทุกสายพันธุ์
🍇 โรคราน้ำค้างในองุ่น เช็กอาการด่วน! ก่อนผลผลิตเสียหายทั้งค้าง
โรคราน้ำค้าง (Downy Mildew) คือศัตรูตัวฉกาจของคนปลูกองุ่น เพราะมันไม่ได้ทำลายแค่ใบ แต่ลามไปได้ทุกส่วน ตั้งแต่ยอดอ่อนไปจนถึงพวงผล หากสภาพอากาศเป็นใจเพียงไม่กี่วัน โรคนี้สามารถระบาดจนกู้กลับคืนยากครับ
🔍 จุดสังเกตอาการตามส่วนต่างๆ ของต้น
🍃 อาการบนใบ (จุดเริ่มระบาด)
- ระยะแรก: สังเกตบนหน้าใบจะเห็น จุดสีเหลืองปนเขียว ลักษณะใสคล้ายหยดน้ำมัน (Oil Spot) ขนาดเล็กๆ โปร่งแสง
- ระยะลุกลาม: จุดเหลืองจะขยายวงกว้างขึ้น ถ้าพลิกดู หลังใบจะพบขุยสีขาวฟู ซึ่งเป็นสปอร์ของเชื้อรา (จุดนี้ชัดเจนที่สุด)
- ระยะสุดท้าย: ใบจะเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทั้งใบและ แห้งตายเป็นสีน้ำตาล เนื้อใบส่วนที่แห้งอาจหลุดหายไปจนเป็นรู และ ใบร่วงก่อนกำหนด ทำให้ต้นโทรมขาดอาหาร
🌸 อาการบนช่อดอก (วิกฤตผลผลิต)
- จุดสังเกต: จะมีเส้นใยขาวๆ เล็กๆ จำนวนมากยื่นออกมาจากดอก สังเกตได้ง่ายในช่วงเช้า
- ความเสียหาย: ดอกจะเริ่มเหี่ยวและ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำจนแห้งตาย * ข้อควรระวัง: หากเชื้อราทำลายที่ ก้านช่อ จะทำให้ แห้งตายไปทั้งพวง แต่ถ้าเราตรวจพบและฉีดยาได้ทัน ส่วนที่ยังไม่ติดเชื้อยังพอมีโอกาสพัฒนาเป็นผลต่อไปได้ครับ
🍇 อาการบนผล (ทำลายคุณภาพ)
- ผลอ่อน: จะเกิดแผลสีน้ำตาล ผลเน่าและเหี่ยวย่น อย่างรวดเร็ว
- ผลแก่: จะเห็นเป็นรอยทางชัดเจน ผลจะแข็ง เปลือกเหี่ยว และเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลในที่สุด ส่งผลให้รสชาติเสียและขายไม่ได้ราคา
🌿 อาการบนมือจับและเถาอ่อน
- มือจับใบ: จะเริ่มเห็นแผลช้ำๆ แล้วค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มจนแห้งตาย ในสภาวะชื้นจัดจะเห็นขุยขาวของเชื้อราเกาะอยู่ชัดเจน
- เถาอ่อน: จะพบเชื้อราสีขาวปกคลุมตามผิวเถา ต่อมาเถาจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลตามแนวยาวและ แห้งตายไปในที่สุด
🌧️ ปัจจัยที่ทำให้โรคระบาดหนัก
- สภาพอากาศ: โรคนี้ชอบ ความชื้นสูงและอุณหภูมิต่ำ โดยเฉพาะช่วงฝนตกชุก หมอกลงจัด หรือช่วงที่แดดไม่ส่องติดต่อกันหลายวัน
- การแพร่กระจาย: สปอร์ของเชื้อราเบามาก ปลิวไปกับลมได้ไกล และยังติดไปกับน้ำฝนหรือแมลงได้ด้วย
🛡️ วิธีจัดการ “ราน้ำค้าง” ฉบับมือโปร: ป้องกันให้ถูกจุด หยุดโรคให้ทันเวลา
โรคราน้ำค้างไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ถ้าปล่อยให้ลามโอกาสเสียผลผลิตมีสูงมากครับ หัวใจสำคัญคือ “การตัดวงจรโรค” ตั้งแต่เริ่มปลูก ไปจนถึงการใช้ยาที่แม่นยำเมื่อเกิดเหตุระบาดครับ
🟢 ขั้นตอนการป้องกัน: เริ่มดีมีชัยไปกว่าครึ่ง
การป้องกันประหยัดกว่าการรักษาหลายเท่าครับ ลองเริ่มจาก 3 จุดเปลี่ยนนี้:
- เลือกพันธุ์ที่ทนทาน: เป็นปราการด่านแรกที่ช่วยให้พืชแข็งแรงและสู้กับเชื้อราได้ดีกว่าปกติ
- คลุกเมล็ดก่อนปลูก (นาทีทอง): เพื่อป้องกันเชื้อที่ติดมากับเมล็ดหรืออยู่ในดิน ให้เลือกใช้:
- สายชีวภาพ: ใช้ เชื้อราไตรโคเดอร์มา หรือ เชื้อราบาซิลลัส ซับทีลีส
- สายเคมี: ใช้ เมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา 10 กรัม ต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม
- เว้นระยะปลูกให้เหมาะสม: อย่าปลูกแน่นจนเกินไป เพื่อให้ อากาศถ่ายเทได้สะดวก และลดความชื้นสะสมซึ่งเป็นสวรรค์ของเชื้อราครับ
🌿 การดูแลระหว่างเติบโต: สร้างเกราะป้องกันสม่ำเสมอ
ในช่วงที่พืชกำลังโต ให้เน้นการบำรุงและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด:
- ฉีดพ่นชีวภัณฑ์: แนะนำให้ใช้ เชื้อราไตรโคเดอร์มา ฉีดพ่นเป็นประจำทุก 7-10 วัน วิธีนี้จะช่วยสร้างสมดุลจุลินทรีย์ที่ดีบนใบพืช ลดโอกาสที่ราน้ำค้างจะเข้ายึดพื้นที่ได้ดีมากครับ
🚨 สัญญาณเตือน: เมื่อไหร่ที่เรียกว่า “ระบาดหนัก”?
หากคุณเดินตรวจแปลงแล้วพบอาการเหล่านี้ แปลว่าต้อง “ยกระดับการรักษา” ด่วนครับ:
- พบแผลเกิดขึ้นกระจายไปทุกส่วนของต้น
- อาการเริ่มลุกลามจาก ใบล่างขึ้นสู่ใบบน อย่างรวดเร็ว
- แผลมีจำนวนมากจนเนื้อใบเริ่มเสียสภาพ
💊 ยากำจัดและวิธีหยุดการระบาดให้ “อยู่หมัด”
ในกรณีที่เอาไม่อยู่แล้ว ต้องใช้หมัดหนักเพื่อหยุดการสร้างสปอร์ครับ:
สูตรที่ 1: สูตรผสมทรงพลัง (แนะนำที่สุด)
ใช้ ไซมอกซานิล (cymoxanil) 8% ผสมกับ แมนโคเซบ (mancozeb) 64% * อัตราส่วน: 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
- วินัยการใช้: ฉีดพ่นซ้ำ ทุกๆ 5 วัน จนกว่าโรคจะสงบ
สูตรที่ 2: สูตรคุมวงกว้าง
ใช้ โครโรทาโลนิล (chlorothalonil) 75% WP
- อัตราส่วน: 60 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
Pro Tip: เวลาฉีดพ่นยาฆ่าเชื้อราน้ำค้าง ต้องฉีดให้ชุ่มถึงใต้ใบ เพราะเชื้อรากลุ่มนี้มักจะซ่อนตัวและสร้างสปอร์อยู่ด้านล่างใบเป็นหลักครับ
บทสรุปสำหรับเกษตรกร: โรคนี้มากับความชื้นและหมอก ถ้าช่วงไหนอากาศเริ่มเย็นหรือฝนตกชุก ต้องเพิ่มความถี่ในการตรวจแปลงทันทีนะครับ
แหล่งอ้างอิง
สถาบันเทคโนโลยีวิจัยการเกษตร
เรื่อง “ลดต้นทุนและปลอดภัย หากเกษตรกรใช้การจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน” หัวข้อ โรคราน้ำค้าง, สำนักงานเกษตรจังหวัดตราด
งานวิจัยในเรื่องของ “ประสิทธิภาพของสารป้องกันกำจัดเชื้อราบางชนิดในการป้องกันกำจัดโรคราน้ำค้างของแตงกวา”, คุณพัชรา ปัจสมานวงศ์ และคณะ
หนังสือโครงการหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ด้านการเกษตร, ศูนย์ประสานงานสารนิเทศ สาขาเกษตรศาสตร์ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
Univesity of Minnessota Extension.
บทความโดย: ทีมงานเกษตรเลิฟ
เราเป็นทีมงานที่รักและศรัทธาในการเกษตร คอยคัดสรรความรู้จากทั่วทุกมุมโลก มาสรุปให้เข้าใจง่าย และพร้อมนำไปใช้จริง เพื่อให้พี่น้องเกษตรกรสามารถปลูกพืชอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

